การนอนหลับลึก (Deep Sleep) สำคัญกว่าการนอนนานจริงไหม

บางคนอาจคิดว่า “ขอแค่นอนให้ครบ 7–8 ชั่วโมงก็น่าจะพอแล้ว”
แต่ความจริงคือ ระยะเวลาในการนอน อาจไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของการนอน โดยเฉพาะช่วงที่เรียกว่า ‘การนอนหลับลึก (Deep Sleep)’
บทความนี้พระพายจะพาไปทำความเข้าใจว่า Deep Sleep คืออะไร ทำไมการนอนนานแต่ยังรู้สึกไม่สดชื่น และเหตุผลที่การนอนหลับลึกสำคัญต่อร่างกายและสมองมากกว่าที่คิด
Deep Sleep คืออะไร?
Deep Sleep คือ ช่วงการนอนหลับที่ร่างกายและสมองเข้าสู่โหมดพักผ่อนอย่างแท้จริง
เป็นช่วงที่การเต้นของหัวใจช้าลง การหายใจสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อผ่อนคลาย สมองไม่ตื่นตัวกับสิ่งรบกวนภายนอก
ในช่วงนี้เราจะปลุกตื่นได้ยากกว่าปกติ
และเมื่อผ่าน Deep Sleep ไปแล้ว ร่างกายจะรู้สึกฟื้นฟูอย่างชัดเจน
ทำไมนอนเป็นเวลานาน แต่ยังรู้สึกไม่สดชื่น?
หลายคนอาจเคยเจอประสบการณ์แบบนี้...
- นอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ยังรู้สึกเพลีย
- ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น
- สมองมึน เหนื่อยง่าย หรืออารมณ์ไม่คงที่
สาเหตุ คือ ร่างกายไม่ได้เข้าสู่ Deep Sleep อย่างเพียงพอ
แม้จะนอนนานแค่ไหน ร่างกายก็ยังไม่ได้พักอย่างแท้จริงค่ะ
Deep Sleep สำคัญต่อร่างกายอย่างไร?
1. ซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกาย
เพราะช่วง Deep Sleep คือเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ชดเชยความอ่อนล้าจากทั้งวัน จึงมีผลต่อความสดชื่นของร่างกาย
2. เสริมภูมิคุ้มกัน
การนอนหลับลึกช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ฟื้นตัวจากความเหนื่อยสะสม ลดโอกาสเจ็บป่วย
3. ดูแลสมองและความจำ
ในช่วง Deep Sleep สมองจะจัดระเบียบความคิด คัดกรองข้อมูลที่สำคัญ กำจัดของเสียของสมองจากการทำงานตลอดวัน ส่งผลให้สมองปลอดโปร่ง ความจำดีขึ้น ความคิดชัดเจนมากขึ้น
แล้วการนอนให้ครบชม.ยังสำคัญไหม?
การนอนนานๆหรือนอนครบชม.ยังคงสำคัญค่ะ
แต่ต้องนอนให้เหมาะสมควบคู่กับการหลับลึก
อะไรช่วยให้เข้าสู่ Deep Sleep ได้ง่ายขึ้น?
- ลดแสงจ้าและหน้าจอ
- จัดห้องนอนให้สงบ
- ทำกิจวัตรซ้ำ ๆ ก่อนนอน
- ใช้กลิ่นที่อ่อนโยน ช่วยให้สมองผ่อนคลาย
กลิ่นที่นุ่มละมุนและไม่กระตุ้นสมอง จะช่วยส่งสัญญาณให้ร่างกายค่อย ๆ เข้าสู่โหมดพักผ่อน ทำให้การหลับลึกเป็นเรื่องง่าย
พระพายเชื่อว่า...การนอนที่ดี
ไม่ใช่แค่การนอนให้นานหลายชม.
แต่คือการนอนที่ร่างกายได้พักผ่อนจริงๆ
บรรยากาศก่อนนอน ความสงบ และกลิ่นหอมที่ผ่อนคลาย
คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้การนอนของคุณหลับลึกขึ้น


