เสื้อผ้าแบบไหนไม่ควรฉีดน้ำหอม? หลีกเลี่ยงคราบด่างง่ายๆ

เวลาที่อยากให้น้ำหอมติดทนหอมฟุ้ง เดินผ่านแล้วมีแต่คนเหลียวมอง หลายคนอาจเลือกฉีดลงบนเสื้อผ้าโดยตรง เพราะรู้สึกว่ากลิ่นจับผ้าได้ดีกว่า แต่รู้ไหมคะ? มีผ้าบางชนิดที่ไม่ถูกกับเนื้อน้ำหอมเอาซะเลย ฉีดปุ๊บอาจเกิดเป็นคราบด่างหรือจุดน้ำมัน ที่ซักล้างไม่ออกได้เลยทีเดียว
เพื่อให้ทุกครั้งฉีดน้ำหอมออกมาอย่างมั่นใจ ไม่ต้องห่วงรอยซึมบนเสื้อ เรามาดูกันค่ะว่าเสื้อผ้าแบบไหนไม่ควรฉีดน้ำหอมโดยตรงบ้าง
1. ผ้าไหม (Silk)
ผ้าไหมคือราชินีแห่งเนื้อผ้าแต่ก็บอบบางที่สุดเช่นกัน
- โดนน้ำหอมทีไร มักเกิดคราบด่างหรือวงน้ำมันชัดเจน
- เส้นไหมดูดซึมโมเลกุลของน้ำมันได้ไว ทำให้เป็นจุด ๆ
แนะนำ: ถ้าใส่ผ้าไหม ให้ฉีดน้ำหอมที่ผิวหรือฉีดลอยอากาศแล้วค่อยเดินผ่านแทนค่ะ
2. ผ้าซาติน (Satin)
ผิวลื่น เงาสวย แต่ไวต่อของเหลวมาก
- แค่โดนน้ำเปล่ายังเกิดรอยได้
- ยิ่งน้ำหอมที่มีน้ำมัน ยิ่งทิ้งคราบมันวาว
แนะนำ: หลีกเลี่ยงการฉีดใกล้ผ้าซาตินทุกกรณี
3. ผ้าลินินสีอ่อน (Linen)
ลินินระบายอากาศดี แต่ก็อมน้ำมันเก่ง
- ฉีดปุ๊บเห็นเป็นวงชัด โดยเฉพาะสีขาว ครีม เบจ
- คราบอาจเข้าผ้าแบบถาวร
แนะนำ: ถ้าต้องการให้เสื้อหอมจริง ๆ ใช้ fabric mist แทนจะดีกว่า
4. ผ้าขนสัตว์ (Wool)
ผ้าที่มีเส้นใยแน่นและมีความมันในตัว
- น้ำหอมจะเกาะเป็นแต้ม ๆ
- คราบอาจเกิดตรงจุดที่ฉีดและลามเมื่อโดนความชื้น
แนะนำ: ฉีดบนผิวหรือด้านในเสื้อโค้ทเท่านั้นค่ะ
5. ผ้าโพลีเอสเตอร์เนื้อบาง (Thin Polyester)
โพลีเอสเตอร์บางบาง มักเป็นผ้าที่ติดคราบง่ายแบบไม่ค่อยมีใครรู้
- เนื้อผ้าบางทำให้คราบเห็นชัดกว่าผ้าใยสังเคราะห์ทั่วไป
- ยิ่งเป็นสีอ่อน ยิ่งเห็นวงน้ำมันง่าย
แนะนำ: ถ้าจะฉีดจริง ๆ ให้ฉีดห่าง 20- 30 ซม. และเน้นฉีดเบามาก ๆ
6. ผ้าเนื้อกำมะหยี่ (Velvet)
ผิวสัมผัสที่เป็นขนทำให้กักของเหลวไว้ในเส้นใย
- น้ำหอมตกก็จะเป็นจ้ำเข้มทันที
- ล้างแทบไม่ออก
แนะนำ: หลีกเลี่ยง 100% ค่ะ
แล้วถ้าอยากให้เสื้อหอมต้องทำยังไงดี? พระพายแนะนำว่า...
- ฉีดน้ำหอมบนผิวก่อนใส่เสื้อ (ปล่อยให้แห้งสักนิด)
- ฉีดบนอากาศแล้วเดินผ่านเพื่อความบางเบา
- หรือเลือกใช้ fabric mist ที่ออกแบบมาให้ไม่ทำให้เกิดคราบบนผ้า


